การจัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล

วันที่ 19 เม.ย. 2558
ผู้เข้าชม : 882
การจัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล    ดาวน์โหลดไฟล์แนบ > การจัดการเรียนการสอนที่สนองความแตกต่างระหว่างบุุคคล
ตีพิมพ์ใน วารสารวิชาการ ของ กรมวิชาการ ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 มีนาคม 2545
                พระพุทธองค์ได้เปรียบเทียบบุคคลไว้ว่า ประดุจดอกบัว 4 เหล่า การสั่งสอนบุคคลที่ต่างกันนี้  พระพุทธองค์ทรงใช้วิธีสอนที่แตกต่างกัน การที่จะเข้าถึงพระพุทธธรรมหรือสำเร็จมรรคผลหลุดพ้นจากความทุกข์ได้นั้น ก็เปิดโอกาสให้ฝึกฝนเล่าเรียนตามแต่บุคคลจะถนัด  โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล  ดังจะเห็นได้จากการแบ่งหมวดหมู่ธรรม ว่าเป็นธรรมสำหรับผู้น้อยธรรมสำหรับผู้ใหญ่ ธรรมสำหรับเยาวชนหรือเด็กวัยรุ่น เป็นต้น พระพุทธองค์ทรงคนพบวิธีการสอนนี้ ก่อนที่ ฌอง ฌาคส์ รุสโซ  (Jean  Jacques Rousseau)  จะเสนอแนวคิดที่ว่า  การให้การศึกษาควรคำนึงถึงธรรมชาติของเด็กเป็นสำคัญ  เด็กแต่ละคนมีลักษณะแตกต่างกัน  การจัดการศึกษาควรจัดให้สอดคล้องกับลักษณะของเด็กเป็นรายบุคคล คำนึงถึงเอกัตภาพของบุคคลซึ่งแตกต่างกัน และค้นพบก่อนที่  เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom) จะเสนอแนวคิดที่ว่า เด็กส่วนใหญ่เรียนได้ถ้าครูรู้จักใช้ วิธีสอนที่เหมาะสม การจัดการเรียนการสอนจึงควรเป็นไปเพื่อสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งตรงกับแนวคิดทางพระพุทธศาสนา  ดังจะเห็นได้จากคำสวดพุทธคุณว่า อนุตโร  ปุริสทัมมสารถิ  คำนี้แสดงธรรมชาติของคนว่าเป็น ทัมมะ คือ สัตว์ที่ฝึกได้และต้องฝึก หมายถึง มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐด้วยการฝึก จะต้องลงมือปฏิบัติจนเกิดความเรียนรู้และความชำนาญ  ซึ่งต่อมา จอห์น  ดิวอี้ (John Dewey) ได้พบว่า  การเรียนที่แท้จริงนั้นคือการเรียนโดยการปฏิบัติ (Learning  by Doing)
ครูจัดการเรียนการสอนไม่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
                 หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  คือ กระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนมีพัฒนาการทุกด้าน และสิ่งที่จะต้องดำเนินการ  เป็นสิ่งแรกในการปฏิรูปการเรียนรู้ ก็คือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนของครู เพราะที่ผ่านมาครูไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนตามหลักการและทฤษฎีทางการศึกษาหรือวิชาการศึกษา (Education) ที่เรียนมาเท่าใดนัก  ดร.รุ่ง  แก้วแดง  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  “ แม้ว่าการศึกษาแผนใหม่ของเราจะได้พัฒนาก้าวหน้าไปไกล มีหลักการและทฤษฎีทางการศึกษารองรับ แต่กลับไม่ค่อยมีการปฏิบัติตามทฤษฎี ดังจะเห็นได้ว่าครูไม่ค่อยได้นำเรื่องจิตวิทยาทางการศึกษา ทฤษฎีการเรียนรู้ ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Difference)  ที่สถาบันผลิตครูพร่ำสอนมาใช้ ”  หากเป็นเช่นนี้คงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งสถาบันผลิตครูขึ้นมาเป็นการเฉพาะ เพราะถึงจะเรียนวิชาครูไปก็ไม่ได้นำมาใช้
การศึกษาที่หลงทาง
                ครูของเราจำนวนไม่น้อยที่จัดการเรียนการสอนเน้นการถ่ายทอดเนื้อหา และให้เด็ก   ท่องจำจากตำรา การจัดการเรียนการสอนแบบนี้เป็นไปตามแนวคิดของ อริสโตเติล (Aristotle) ที่ เรียกว่า Rational Humanism ปรัชญานี้เชื่อว่า สาระสำคัญของธรรมชาติมนุษย์ คือ ความสามารถที่จะคิดอย่างมีเหตุผล ความมุ่งหมายทางการศึกษาจึงเน้นทางด้านสมอง และสติปัญญาเป็นสำคัญ  ส่วนในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล และความรู้ในวิชาชีพนั้นสำคัญรองลงไป การจัดการศึกษาจึงจัดให้ในแบบเดียวกันหมดทุกคน ทุกเวลา และทุกสถานที่
                 พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) พระนักคิดที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ยกย่องให้เป็นนักการศึกษาเพื่อสันติภาพ  ได้เสนอปรัชญาการศึกษาที่เป็นสากลและแนวทางที่ถูกต้องในการจัดการศึกษาไว้ว่า  “ ที่จริงคำว่าการศึกษาเป็นการปฏิบัติไม่ใช่การเล่าเรียน เล่าเรียนเป็นเบื้องต้นของการศึกษา ถ้าพูดให้เต็มก็คือ เรียนให้รู้เข้าใจและทำให้ได้ให้เป็น หรือเรียนรู้และฝึกให้ได้ผลจึงจะเรียกว่าการศึกษา ไม่ใช่เรียนแต่เนื้อหาวิชาอย่างเดียว” ดร.ชัยวัฒน์  คุประตกุล  นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำคนหนึ่งของไทย เคยกล่าวไว้ว่า “คนเก่งในอนาคตมิใช่คนที่รู้หรือจำข้อมูลได้มากมาย แต่เป็นคนที่รู้ว่า ในสถานการณ์ใดจะต้องใช้ข้อมูลอะไร และจะไปหาข้อมูลนั้น ๆ ได้ที่ไหน”  การศึกษาไทยยังเน้นที่การท่องจำความรู้สำเร็จรูป ในปัจจุบันทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วรวมทั้งความรู้ ความรู้สำเร็จรูปจะใช้งานไม่ได้นาน เพราะจะเกิดความรู้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเข้ามาแทนที่  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ ไทยเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา เยาวชนไทยไม่ประสบผลสำเร็จในการแข่งขันวิชาที่ต้องใช้ทักษะการคิด และการปฏิบัติ  แต่ถ้าเป็นวิชาที่ต้องท่องจำแล้วเด็กไทยไม่เป็นสองรองจากเด็กชาติใดในโลก เป็นเพราะเราไม่ได้ปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้อย่างเป็นพลวัต (Dynamic)ขาดการเน้นกระบวนการเรียนรู้  ให้เด็กเรียนรู้เป็น  (Learning How to Learn) เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง  อัลวิน ทอป์ปเลอร์  ผู้เขียนหนังสือ future shocked และ the third wave มองระบบการศึกษาในช่วงคลื่นลูกที่สามว่าในระยะยาวระบบการศึกษาจะเปลี่ยน การเรียนรู้ภายนอกโรงเรียนจะมีมากขึ้น และเห็นว่า คนในสังคมโลกจะต้องฝึกตนเองให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ (Learning Person) 
คนเก่งของสังคม
                สังคมไทยยกย่องผู้ที่มีระดับสติปัญญาสูงว่าเป็นคนเก่ง  เด็กที่เรียนเก่งจะเป็นที่รักของครู  พ่อ แม่ ผู้ปกครองชื่นชม แต่มีเด็กอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นนักเรียนส่วนใหญ่ เรียนไม่เก่ง แต่อาจจะเล่นกีฬาเก่ง ร้องเพลงเก่ง วาดภาพเก่ง เป็นยอดนักพูด ฯลฯ เขากลับไม่ได้รับการยกย่องจากสังคมให้เท่าเทียมกับเด็กที่เรียนเก่ง  เป็นความผิดของเด็กหรือ ที่เกิดมาเก่งไม่ตรงกับเกณฑ์ที่สังคมตั้งไว้ และในเวลาเรียนครูมักจะให้ความสนใจแต่เด็กชั้นหัวกะทิของห้อง จึงเป็นการสอนเป็นรายบุคคล (Individualized Instruction) ที่จัดให้เฉพาะเด็กที่มีสติปัญญาดีโดยแท้
 สังคมใช้สติปัญญาบ่งบอกความเป็นมนุษย์
                ระบบและค่านิยมของสังคมไทยยังเป็นตัวผลักดันให้ระบบการศึกษาเป็นระบบที่ต้อง   แข่งขันด้วยการสอบวัด (Achievement Test) วัดการเรียนรู้ตามเนื้อหาสาระของวิชา ซึ่งเป็นการวัดที่ไม่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย  คนที่ไม่ผ่านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมนี้ ก็จะไม่มีโอกาสเข้าเรียนในสถาบันการศึกษาดี ๆ  ดร.นิธิ  เอียวศรีวงศ์ นักคิดคนสำคัญได้กล่าวว่า “ความเป็นธรรมทางการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ จากการสอบแข่งขัน แท้ที่จริงการสอบแข่งขันเป็นกลวิธีอย่างหนึ่งที่จะให้ลูกหลานของกลุ่มคนที่ได้เปรียบอยู้แล้ว เข้าถึงการศึกษาในระดับสูงได้ง่ายกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เสียเปรียบในสังคม เด็กส่วนใหญ่ในระบบการศึกษาไทยคือผู้แพ้ที่ต้องถูกคัดออก”  ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ  วะสี ได้ทำรายงาน การวิจัยเรื่องการปฏิรูปการศึกษาของประเทศฝรั่งเศส เมื่อปลายปี พ.ศ. 2541 ได้พบประเด็นที่น่าสนใจ คือ มีการออกกฎหมายซาวารี (La Loi Savary) เมื่อปี ค.ศ. 1984 ให้เลิกการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพราะถือว่าการสอบคัดเลือกคือการจำกัดสิทธิในการเข้ารับการศึกษาของปวงชน ทำให้คนจำนวนหนึ่งถูกทอดทิ้ง  สำหรับในประเทศไทยเคยมีการเรียกร้องให้สร้างข้อสอบกลางสำหรับสอบเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพราะเห็นว่าผลการเรียน คือ GPA ของนักเรียนแต่ละคนไม่สามารถจะเทียบกันได้  มหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถนำไปใช้ประกอบการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้  เพระความหลากหลายของมาตรฐานและวิธีการวัดและประเมินผลของแต่ละโรงเรียน  ในเรื่องนี้ ดร.พนม  พงษ์ไพบูลย์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ  ได้เสนอแนะว่า เราไม่สามารถที่จะนำผลการเรียนมาเทียบกันได้  มีวิธีเดียวที่จะเทียบกันได้ก็คือการวัดความสามารถของผู้เรียน ที่ไม่ใช่วัดความรู้   ด้านเนื้อหาสาระเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการวัดสิ่งที่อยู่ในตัวผู้เรียน อันเป็นผลที่เกิดจากการสะสมของกระบวนการเรียนรู้ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มเข้าสู่โรงเรียนและสังเคราะห์สะสมกันเรื่อย ๆ มาเป็น การตกผลึกความรู้ความสามารถที่สะสมไว้ในตัวผู้เรียน หรือที่นักจิตวิทยาทางเชาวน์ปัญญาเรียกว่าCrystallized Ability ซึ่งไม่ใช่ตัวความรู้โดยตรง แต่เป็นคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเรียนรู้ สามารแสดงออกได้ เรียกว่า ความถนัด (Aptitude) ที่จริงไม่ใช่ความถนัดโดยตรง แต่เป็นสิ่งที่สังเคราะห์สะสมจากการเรียนรู้ของผู้เรียน ถ้ามีเครื่องมือวัดความสามารถอย่างนี้แล้ว คนที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ ถึงแม้จะเรียนในเนื้อหาสาระที่ต่างกัน ผลของการสะสมสังเคราะห์ของความรู้ หรือความสามารถที่ตกผลึก ควรที่จะสามารถเปรียบเทียบกันได้อย่างสมเหตุสมผล  การประเมินผลวิธีนี้ เรียกว่า การประเมินคุณภาพการศึกษาด้านความถนัดทางการเรียน (Scholastic Aptitude Test : SAT) 
มิติของศักยภาพความเป็นมนุษย์
                ทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligence) ซึ่งบัญญัติขึ้นโดย  โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาได้เสนอว่า ความสามารถของมนุษย์จำแนกเป็นเชาวน์ปัญญาได้อย่างน้อย 7 ด้านด้วยกัน ได้แก่
 1. ด้านภาษา
 2. ด้านเหตุผลและคณิตศาสตร์
 3. ด้านมิติสัมพันธ์ (เช่น การเล่นหมากรุก การวาดภาพ เป็นต้น)
 4. ด้านดนตรี (การเล่น การวิจารณ์เกี่ยวกับดนตรี)
 5. ด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว (กีฬา และยิมนาสติก)
 6. ด้านการรู้เกี่ยวกับผู้อื่น (ทักษะทางสังคม)
 7. ด้านการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง (การรู้จักตนเอง)
ซึ่งต่อมา การ์ดเนอร์ ได้เพิ่มเชาวน์ปัญญาด้านธรรมชาติ (ความรู้เกี่ยวกับโลกและสิ่งมีชีวิต) ด้านจิตวิญญาณ (ความรู้เกี่ยวกับจักรวาล) และด้านการดำรงอยู่ (ความรู้ในสิ่งพื้นฐาน) จะเห็นได้ว่า มีเพียงศักยภาพ 2 ด้านแรกเท่านั้น ที่สอดคล้องกับคำจำกัดความของเชาวน์ปัญญาในปัจจุบัน  การวัดผล สัมฤทธิทางการเรียนก็นิยมวัดจากความสามารถด้านภาษา กับด้านเหตุผลและคณิตศาสตร์ เป็นการวัดความรู้ตามเนื้อหาสาระของวิชาเป็นส่วนใหญ่  ซึ่งจะสะท้อนขนาดหรือปริมาณความรู้ ไม่ได้สะท้อนการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมและความสามารถที่ปรากฎออกมา ซึ่งจะเป็นวิธีการที่ดีสำหรับคัดเลือกเด็กเรียนดี แต่ไม่สามารถนำไปใช้บ่งชี้เด็กที่มีเชาวน์ปัญญาอีก 5 ด้านได้ เพราะผลสัมฤทธิทางการเรียนเป็นเพียงความสามารถบางส่วนในมิติของศักยภาพความเป็นมนุษย์ (The Human Potential Dimension) เท่านั้น   จากผลการวิจัยในสหรัฐอเมริกา พบว่า ผู้ประสบผลสำเร็จอย่างสูงในชีวิตจำนวนมากมีสติปัญญาสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย แต่ก็ไม่ถึงกับเลอเลิศผิดปกติไปมาก  ความสำเร็จในการกระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมักจะขึ้นกับการทำงานหนักและการมีวินัยในตนเองมากกว่าความสามารถที่ได้มาแต่กำเนิด  การมีไอคิวสูงมีความสำคัญน้อยกว่าการหมั่นฝึกความเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างที่ถนัด และพัฒนาทักษะทางสังคมที่จำเป็นแก่การนำผู้อื่น และการเข้ากับผู้อื่น ดังจะเห็นได้ว่าคนที่เรียนเก่ง บางครั้งเมื่อสำเร็จการศึกษาออกไปดำเนินชีวิตในสังคม กลับไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวเท่าที่ควร สู้คนที่มีผลการเรียนต่ำกว่าไม่ได้
ระบบการศึกษาที่ขาดความยืดหยุ่น
                ระบบการศึกษาของเรายังไม่มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะรองรับกลุ่มคนที่มีความหลากหลาย (Diversity) ในสังคม  ยังคงทำตัวเหมือนท่อน้ำใหญ่ที่ผลักเด็กทุกคนลงไปอยู่ในท่อนี้ แล้วบังคับให้ไหลออกไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะมีบางส่วนหลุด หรือจมหายไปภายใต้ระบบท่อแบบนี้และที่หลุดลอดท่อโผล่ออกมาได้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม  มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันทุกชิ้น เพราะผ่านกรรมวิธีการผลิตที่เหมือนกัน ความหลากหลายทางสติปัญญา (Multiple Intelligence)  ถูกทำลาย ความคิดถูกพันธนาการ บ่งบอกให้ทราบว่า คุณภาพการศึกษาของไทยกำลังอยู่ในสภาวะถดถอย  การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น
การศึกษาที่ทำให้คนเป็นทุกข์
                พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต) ได้มองการเรียนในช่วงที่ประเทศเกิดภาวะวิกฤติว่า  “ เป็นการเรียนรู้ที่ทำให้คนมีความทุกข์และหาความสุขได้ยาก เราสร้างคนที่ขาดความรอบรู้  ไม่รู้  ความจริง คิดไม่เป็น ทำอะไรไม่เป็น ขาดความสามารถในการสร้างความรู้ ทั้งนี้ เพราะการศึกษาของเราเน้นที่การถ่ายทอดเนื้อหาในห้องเรียน และการท่องจำจากตำราเป็นส่วนใหญ่ กระบวนการเรียนรู้ในการศึกษาของไทยยังมีความอ่อนแออยู่มาก และไปไม่ถูกทิศทาง ” จากผลการวิจัยของกรมวิชาการพบว่า  ปัจจัยที่ทำให้เด็กมาโรงเรียนแล้วมีความสุข มีอยู่  3 ประการ คือ รักโรงเรียน รักครู และรักเพื่อน รักโรงเรียน ก็เพราะมาโรงเรียนได้เรียนหนังสือ มีความรู้ ได้พบเพื่อน  รักครู ก็เพราะครูใจดี ครูสอนดีและมีความรู้  รักเพื่อน เพราะเป็นคนดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเป็นเพื่อนเล่นด้วยกัน ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าปัจจัยตัวใดที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้นักเรียนเรียนอย่างไม่มีความสุข และมีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542  กับการจัดการศึกษาที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
                 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้วางแนวทางการจัดการศึกษาที่สนองความแตกต่างระหว่างบุคคลไว้ ดังนี้
                มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการเรียนการสอนต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติ และเต็มศักยภาพ
                 มาตรา 25 การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
                มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบ ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นำผลการประเมินผู้เรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
บทสรุป
                 การจัดการศึกษาที่เหมาะสมจะต้องสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-Centered) จัดการเรียนการสอนให้เด็กได้เรียนอย่างมีความสุข ได้รู้วิธีเรียน  รู้จัก วิธีคิดวิเคราะห์ สามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ค้นพบเอง (Learn by Discovery) จากประสบการณ์จริงโดยการปฏิบัติ  และใฝ่ใจที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (Lifelong Education)ทั้งนี้  หลักสูตร กระบวนการเรียน กระบวนการวัดผลประเมินผล ก็จะต้องยืดหยุ่นและหลากหลาย  แม้ว่าเด็กเหล่านั้นอาจจะออก สตาร์ทไม่เท่ากัน แต่ควรมีลู่วิ่งและเส้นชัยของเขาเอง เขาจะสามารถไปสู่จุดหมายปลายทางได้ดีเช่นกัน มีโอกาสเป็นผู้ชนะตามแบบฉบับของตนเอง จะไม่บังคับให้เด็ก ทุกคนต้องเรียนอย่างเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เพื่อเป้าหมายอย่างเดียวกัน  ครูเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวกเพื่อการพัฒนาของแต่ละบุคคล (The Teacher as a Facilitator of Individual Development) เปลี่ยนบทบาทจากผู้สอน หรือผู้ถ่ายทอดข้อมูลความรู้ มาเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ผู้เรียน  เพราะครูมีหน้าที่พัฒนาคนไม่ใช่พัฒนาวิชา แต่จะอาศัยวิชามาพัฒนาคน  แนวคิดในการจัดการศึกษาจึงต้องมีฐานอยู่บนความเป็นมนุษย์ ด้วยหลักการที่ว่า มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน  เราต้องเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคนอย่างเท่าเทียมกัน จึงจะได้ชื่อว่า เป็นการจัดการศึกษาอย่างเสมอภาคและยุติธรรม.
ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้อง